2007/Feb/13

เวลาผมไปเดินเล่นที่เดอะมอลล์ ผมจะแวะไปเล่นเกมนี้บ่อย ๆ ครับ Virtual On
เกมสุดมันส์ แนว Fighting แต่เป็นในรูปแบบของ 3D และการขับหุ่นยนตร์
เกมนี้ออกมานานมาก ๆ ประมาณ 8-9 ปี เห็นจะได้ มีภาคสองภาคสามออกมาก็แล้ว
แต่เราก็ยังนิยมเล่นภาค 1 กันอยู่ครับ (เพราะมันไม่มีเครื่องภาคใหม่ให้เล่นเลย)

เกมนี้ถ้าจะเล่นให้สนุก เราต้องไปสู้กับชาวบ้านครับ เวลาเล่นก็เสียครั้งละ 10 บาท
ถ้าชนะก็ได้เล่นต่อ ถ้าแพ้ก็ต้องหยอดใหม่ครับ เมื่อก่อนผมจำได้ว่ามีคนเล่นเกมนี้
เยอะมาก แต่เวลาผ่านไป คนก็ค่อย ๆ หายไปครับ เหลือผมกับไม่กี่คนเล่นเกมนี้
กันอยู่ จนมาเมื่อไม่นานนี้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ ๆ เกมนี้ก็กลับมาฮิตครับถึงขนาด
ที่ต้องต่อคิวกันเล่น ในช่วงระยะเวลานึง
ย้อนอดีตกลับไปในช่วงแรก ๆ ที่ผมเล่นเกมนี้ จำได้ว่าผม
ค่อนข้างเครียดและเซ็งครับ เพราะว่าเล่นไม่เก่ง แพ้เค้าตลอด คนแถวนั้นเค้าเล่น
กันเก่งมาก ๆ แต่ผมก็ไม่ละความพยายามครับ ก็พยายามฝึกฝนเท่าที่ทำได้
ทำให้ฝีมือพัฒนาขึ้นมาได้มั่งครับ

ตัดกลับมา เมื่อวันอาทิตย์ ผมไปเล่นเกมนี้อีกครั้งนึง ไปเล่นครั้งแรกเจอเค้านั่งสู้กันอยู่
ครับ ผมก็เข้าไปต่อคิวเล่นกับข้างที่แพ้บ้าง พอผมเล่น ก็ปรากฎว่าแพ้เหมือนกันคับ
ข้างโน้นเค้าเก่งจริง ๆ ผมก็เลยเริ่มคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับคนที่แพ้ไปเมื่อกี้ครับ
ไป ๆ มา ๆ ก็เลยกลายเป็นเพื่อนกันไปซะงั้น มิตรภาพนี่มันเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาจริง ๆ
นะครับ มีครั้งนึง ผมได้เพื่อนอีกสองคน เพราะไปเจอไอ้คนเก่ง ๆ อีกคนนึงนี่แหละ
จริง ๆ การเล่นแพ้มันก็มีส่วนดีของมันนะครับ ถ้าเล่นชนะบ่อย ๆ นี่คงนั่งเหงาอยู่คนเดียว
น่ะครับ

แล้วพอเรามีเพื่อนเล่น เราจะไม่เกร็งครับ ความรู้สึกที่ต้องการชนะจะค่อย ๆ จางลง
ความอาฆาตหมดไป กลายเป็นความรู้สึกสนุกสนานแทน และสิ่งเหล่านี้เป็นผลทำให้
เราเล่นดีขึ้นครับ เล่นกันไปกันมา เล่นดีขึ้นเรือ่ย ๆ ก็ชนะคนเก่ง ๆ ที่ว่าไปเฉยเลยครับ
มันเป็นอะไรที่สนุกจริง ๆ
ใน video ผมแอบถ่ายเพื่อนคนนั้นมาครับ เค้าเล่น Faiyen เป็นหุ่นที่มีความไวสูง (และเป็น
หุ่นผู้หญิง) เค้าสามารถบังคับมันได้อย่างคล่องมาก ๆ ครับ ใช้ความไวเอาชนะ Raiden ไปได้
(หุ่นที่อึดที่สุดในเกม และมีอาวุธที่ร้ายแรงมาก แต่ขอบอก ยิงโดน Faiyen ยากครับ มันไว)
ส่วนผมเล่นได้หมดครับ พอเล่นดีหน่อยก็ Temjin คับ แต่ยังห่างไกลจากท่าน ๆ เทพอีกเยอะครับ
แต่ที่สนุกจริง ๆ คือการได้รู้จักคนจากการเล่นเกมนี่แหละครับ ก็คนมันคอเดียวกันล่ะน๊า
เอิก ๆ

2007/Feb/09

ไม่น่าเชื่อครับ ว่า blog ที่เงียบเหงาแห่งนี้ จะโดน tag กะเค้าด้วย
โดยคุณ just jazz ครับ เค้าบอกว่าชอบมาดูรูปที่นี่ ขอบคุณมาก ๆ นะครับ
การเขียน blog เป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งนะครับ เพราะเรารู้เสมอว่าต้องมี
ซักคน (ยกเว้นตัวเราเอง) เข้ามาอ่านแน่ ๆ มันเหมือนเป็นการระบายออก
ทางนึง

มาบอกกล่าวกันเลยดีกว่า กับ 5 เรื่องที่ไม่เคยเล่ามาก่อน
1.ผมชอบเล่นเกม โดยเฉพาะพวกเกมต่อสู้ หรือเกมที่ต้องไปแข่งกับชาวบ้านมาก
เช่น wining , virtual on , starcraft แต่ผมเป็นคนเล่นเกมไม่เก่งเลยครับ เพราะผม
เป็นพวก sensitive คือตื่นเต้นง่าย และเวลาเล่นผมมักจะสงสารฝ่ายตรงข้าม (เวลา
ผมจะชนะ) และผลก็คือผมดันแพ้ไปเฉยเลยครับ -_-'แต่ก็มีบางครั้งที่ใจผมสงบมาก ๆ
ผมจะเล่นโดยไม่คิดอะไร และผลที่ออกมามันค่อนข้างดีเลยครับ

2.ผมเป็นพวก no sense of direction ครับ คือผมไม่มีความสามารถในการจำทางได้
ไปไหนมาไหน แปลก ๆ ที่ ผมต้องใช้แผนที่ หรือไม่ก็หา navigator (ซึ่งมักเป็นแฟนของผม)
ไว้ประจำตัวเสมอครับ ไม่งั้นหลงแน่นอน เคยหลงไปถึงแถวตลิ่งชัน ตอนประมาณห้าทุ่ม
ตอนนั้นปั๊มปิดแล้ว น้ำมันก็จะหมด เกือบเอาชีวิตไม่รอดครับ

3.เรื่องงานบ้าง ผมเคยฝึกงานที่ ewit สมัยที่พี่วิชญ์ พี่เหน่ง พี่นัท ยังอยู่ แล้วก็ได้รู้จักกับคุณพี
(animator ที่ทำ"ขอบอก") และเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้ผมเลือกทางนี้ครับ หลังจากนั้นก็ได้รู้จัก
กับเพื่อน ๆ หลายคน ทำให้รู้ว่า วงการนี้ แม่งโคตรจะแคบเลยครับ เบื่อขี้หน้าคับ อยากเจอ
คนอื่นมั่งคับ 555

4.ตอนเด็ก ๆ ผมเคยชอบพวกเต้น ๆ มากครับ แบบพวกนักร้องที่เต้นไปด้วย ร้องไปด้วย
ผมจะชอบมากและพยายามดูว่าเค้าเต้นกันยังไงคับ แต่ผมก็ทำไม่ได้หรอกคับ เพราะผม
อ่อนด้อยเรื่องการควบคุมร่างกายมาก ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสังเกตุว่า การทำอะไร
ให้เหนือชาวบ้านในเชิงสร้างสรรค์นั้นทำยังไงครับ เช่น ถ้าคุณเต้นท่าง่าย ๆ ที่ชาวบ้านเต้นได้
มันก็ไม่เท่ใช่มั้ยคับ หรือว่ามีใครเต้นท่าประหลาด ๆ ยาก ๆ มา ผมก็จะรู้ทันทีหรือบางทีท่ายาก แต่มันเสี่ยว ก็ไม่ไหวครับ สิ่งพวกนี้ผมเอา มาใส่ในงานที่ทำอยู่ทุกวันได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น motion หรือการหา idea แปลก ๆหรือวิธีการ ทำให้เหนือกว่าคู่แข่งทั้งด้าน creatavieและ production และส่งผลกระทบให้ผมชอบ K-Popอย่างสาวน้อย BoAและลามไปถึงสาวน้อย Im Soo Jungขวัญใจตลอดกาลด้วยครับ

5.สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตผมอีกครั้ง คือ การ์ตูน เรือ่ง สามก๊ก กับ vagabond ครับ อย่างเรือ่ง vagabond นั้น
ทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้นในแง่ของการบูรณาการครับ เพราะเมื่อก่อนผมจะสับสนมาก ไม่รู้จะเลือกทางไหนดี แต่อ่านเรือ่งนี้ (รวมถึงศึกษาประวัติของมุซาชิ จากหนังสือ เพิ่มเติม) ทำให้ผมรู้ว่าการเรียนรู้แบบบูรณาการนั้นดีอย่างไรครับ ส่วนเรื่องสามก๊กนั้นสอนในเรื่องการวางกลยุทธ์ ทักษะการพูด (ผมเพิ่งเข้าใจว่าการพูดนั้นเปลี่ยนได้ทุกอย่างครับ ถ้าพูดให้เป็น) มุซาชิก็สอนเรื่องกลยุทธ์เช่นกัน ผมอ่านเล่มใหญ่ ๆ ของสามก๊กไม่จบครับ อ่านแค่ของยาขอบ ฉบับเล่าปี่ กับจิวยี่ ผมความจำไม่ดี อ่านไปก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้หรอกครับ แต่มันช่วยขยายขอบเขตและมุมมองในหลาย ๆ ด้านให้กับผม แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ

ยาวดีมั้ยคับนี่ จบแล้วคับ

ปล. ผมขอ tag ต่อไปที่ http://imyself.exteen.com/กับ http://adverblog.exteen.com/, http://www.pingbook.com/diary/แล้วก็ http://www.bangkok2.com/blog/pla_journey/ ละกันครับ ผมรู้จักอยู่ไม่กี่คนเองอ่ะ

2007/Feb/07

วันนี้ผมไม่ค่อยจะสบาย เพราะปวดตา แล้วก็ไม่มีกระจิตกระใจทำงาน ก็เลยขอลาหยุดอยู่บ้าน
จริง ๆ ต้นปีก็หยุดยาวไปหลายวันมาก ๆ แล้วยังมาหยุดวันนี้อีก ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจว่าทำไม
ต้องหยุด

พอมีเวลาว่าง ผมก็เลยถือโอกาสไปดูหนัง final score ซะเลย ดู idea ในการทำแล้วน่าสนับสนุนดี
ดูแล้วหนังก็ให้แง่คิดอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่ผมไม่ขอพูดอะไรละกัน เอาเป็นว่าหนังทำได้ดีเลยทีเดียว
น่าจะลองไปดูกัน

ดูหนังเสร็จแล้วผมได้แต่นึกถึงสมัยมัธยม ชีวิตสมัยเอนท์ของผมเป็นชีวิตที่ไม่ได้หวือหวาอะไรมาก
ผมคิดแต่เพียงว่าอยากเอนท์ให้ติด เพราะไม่อยากเรียนบางวิชาที่ไม่ชอบ เช่น เลข และ ฟิสิกส์
ที่ผมไม่ชอบเพราะผมไม่รู้ว่ามันเรียนไปเพื่ออะไร ทั้ง ๆ ที่สองวิชานี้ จำเป็นกับผมมากสำหรับการงานของผมถ้าผมได้รู้เรื่องนี้ซักนิด ผมคงตั้งหน้าตั้งตาเรียนสองวิชานี้เป็นแน่ (เพราะผมทำสำเร็จมาแล้วกับวิชาภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ผมคิดว่าเรียนสองวิชานี้เพื่อการสื่อสาร)ผมคิดว่าเด็กวัยรุ่นไม่มีทางรู้แน่ชัดหรอกว่า สิ่งที่ตัวเองต้องการนั้นมีอยู่หรือเปล่า หรือถ้ามีแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นอยางงั้นจริงหรือเปล่า ผมคิดว่า ผู้ใหญ่ต่างหากที่รู้ เพราะผู้ใหญ่นั้นผ่านโลกมายาวนานกว่า และมีประสบการณ์มากกว่า ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนช่วยหาพรสวรรค์และสิ่งที่เค้าชอบของเด็กคนนั้น ออกมาให้ได้ ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่จำเป็นที่ผู้ใหญ่ต้องทำ แต่เนื่องด้วยหน้าที่การงานและเวลาที่สมัยนี้ หาเวลากันยากเหลือเกิน เพราะเราต้องก้มหน้าก้มตาทำงานงก ๆ เวลาที่มีให้ครอบครัวก็ลดน้อยลงไปทุกที

ย้อนกลับไปชีวิตมัธยมอีกครั้ง ผมจำได้ว่า ผมโดนเพื่อน ๆ แกล้ง ได้เป็นหัวหน้าชั้น หน้าที่ของหัวหน้าชั้นคือ บอกนักรียนทำความเคารพ ถือของให้อาจารย์ แจ้งข่าวให้เพื่อน ๆ ทราบ จริง ๆ เหมือนกลายเป็นเบ๊ดี ๆ คนนึงนี่เอง แต่ทำไงได้ ต้องทำใจ และผมมักจะกระจายงานไปให้รองหัวหน้าบ่อย ๆ (555) ชีวิตม.ปลาย ถึงจะเครียดกับการเอ็นท์ แต่ก็สนุกมากห้องผมมักจะโดดเรียนกันไปเล่นบาสเสมอ ๆ บางวิชา ผู้ชายจะหายไปเกือบหมดห้อง เพราะไปแบ่งข้างเล่นบาสกันด้านล่างเรียกได้ว่าเป็นกีฬายอดฮิตของพวกเราเลยก็ว่าได้ ผมเล่นบาสไม่ได้เก่งมาก แต่ก็ชอบเล่นกับเพื่อน ๆ

หลังจากผมเอ็นท์ติด ผมเลือกเอ็นท์คณะที่ผมตัดสินใจเอง และคิดว่าเหมาะกับตัวผมมากที่สุด พอเข้ามาเรียนกลับไม่ชอบซะทีเดียว คือเรียนได้ แต่ก็ยังไม่โดนใจเรา แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราทำได้ และพอจะทำได้ดีเท่า ๆ กับเพือ่น ๆ ก็เรียนมาจนจบได้ ความคิดตอนเรียนมหาลัยก็คือ อยากเรียนให้มันจบ ๆ จะได้ไปทำอย่างอื่นซักที มันเป็นความคิดเดียวกับตอนเอ็นท์เลยครับ

พอผมมาทำงาน ทำไปซักพัก ผมก็เบื่อ ผมก็เลยออกมาทำ freelance ช่วงทำงานก็คิดคล้าย ๆ กัน คืออยากลองมาทำอย่างอื่นดูบ้าง พอเป็น freelance ซักพัก ก็ไปทำงานบริษัท(ของตัวเอง) อีก มันเป้นความคิดเดิม ๆ แต่เปลี่ยน context ใหม่ไปเรื่อย ๆ เหมือนกับเราว่ายอยู่ในทะเลเลยน่ะคับ เราไม่รู้ว่าทะเลกว้างแค่ไหน เราแค่ลอง ๆ ว่ายไป เราไม่ชอบ เราก็ไปว่ายทะเลที่อื่นต่อ ไปติดแหงกกับที่นั้น ๆ อีก เหมือนกับใจเราอยากจะหนีจากปัจจุบันไปเรื่อยๆ ทำให้เราไม่มีความสุขกับปัจจุบันเลยครับ

ช่วงนี้ผมเลยพยายามคิดว่า เราควรทำตรงนี้ให้เรามีความสุข เพราะเราหนีจากตรงนี้ไป เราก็ไปติดแหงกที่อื่นอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน เราก็ควรมีใจที่เบิกบาน มีความสุขตามอัตภาพของเรา ไม่ต้องดิ้นทุรนทุรายอีกต่อไป

จากเรื่อง final score มาจบด้วยเรือ่งนี้ได้ไงคับนี่ เอิก ๆ