สิ่งที่ต้องทำมีเยอะ แต่เวลาดันมีน้อย
blog ที่เคยเขียนมี 3 blog , 1 flickr , 1 lomohome
ผมเลย optimize เหลือเขียนแค่ blog ของ office อันเดียวก่อน
เพื่อจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้
ส่วน blog ของ bkk2 กำลังรอคนมาเขียนอยู่ เอิก ๆ
ทั้งหมดก็ตามนี้เลยฮับ
http://www.wecreategame.com/blog (blog office เขียนอยู่ปัจจุบัน)
http://www.bangkok2.com/blog (blog ของ bkk2 , กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุง)
http://visualoftheweek.exteen.com(หยุดเขียน)
ที่เก็บรูป
http://www.flickr.com/photos/wcg
http://www.lomohome.com/goodguy (รูป lomo เก่า ๆ)
http://www.flickr.com/photos/goodguy(เลิกใช้แล้ว)
04JustText
ไม่น่าเชื่อครับ ว่า blog ที่เงียบเหงาแห่งนี้ จะโดน tag กะเค้าด้วย
โดยคุณ just jazz ครับ เค้าบอกว่าชอบมาดูรูปที่นี่ ขอบคุณมาก ๆ นะครับ
การเขียน blog เป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งนะครับ เพราะเรารู้เสมอว่าต้องมี
ซักคน (ยกเว้นตัวเราเอง) เข้ามาอ่านแน่ ๆ มันเหมือนเป็นการระบายออก
ทางนึง
มาบอกกล่าวกันเลยดีกว่า กับ 5 เรื่องที่ไม่เคยเล่ามาก่อน
1.ผมชอบเล่นเกม โดยเฉพาะพวกเกมต่อสู้ หรือเกมที่ต้องไปแข่งกับชาวบ้านมาก
เช่น wining , virtual on , starcraft แต่ผมเป็นคนเล่นเกมไม่เก่งเลยครับ เพราะผม
เป็นพวก sensitive คือตื่นเต้นง่าย และเวลาเล่นผมมักจะสงสารฝ่ายตรงข้าม (เวลา
ผมจะชนะ) และผลก็คือผมดันแพ้ไปเฉยเลยครับ -_-'แต่ก็มีบางครั้งที่ใจผมสงบมาก ๆ
ผมจะเล่นโดยไม่คิดอะไร และผลที่ออกมามันค่อนข้างดีเลยครับ
2.ผมเป็นพวก no sense of direction ครับ คือผมไม่มีความสามารถในการจำทางได้
ไปไหนมาไหน แปลก ๆ ที่ ผมต้องใช้แผนที่ หรือไม่ก็หา navigator (ซึ่งมักเป็นแฟนของผม)
ไว้ประจำตัวเสมอครับ ไม่งั้นหลงแน่นอน เคยหลงไปถึงแถวตลิ่งชัน ตอนประมาณห้าทุ่ม
ตอนนั้นปั๊มปิดแล้ว น้ำมันก็จะหมด เกือบเอาชีวิตไม่รอดครับ
3.เรื่องงานบ้าง ผมเคยฝึกงานที่ ewit สมัยที่พี่วิชญ์ พี่เหน่ง พี่นัท ยังอยู่ แล้วก็ได้รู้จักกับคุณพี
(animator ที่ทำ"ขอบอก") และเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้ผมเลือกทางนี้ครับ หลังจากนั้นก็ได้รู้จัก
กับเพื่อน ๆ หลายคน ทำให้รู้ว่า วงการนี้ แม่งโคตรจะแคบเลยครับ เบื่อขี้หน้าคับ อยากเจอ
คนอื่นมั่งคับ 555
4.ตอนเด็ก ๆ ผมเคยชอบพวกเต้น ๆ มากครับ แบบพวกนักร้องที่เต้นไปด้วย ร้องไปด้วย
ผมจะชอบมากและพยายามดูว่าเค้าเต้นกันยังไงคับ แต่ผมก็ทำไม่ได้หรอกคับ เพราะผม
อ่อนด้อยเรื่องการควบคุมร่างกายมาก ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสังเกตุว่า การทำอะไร
ให้เหนือชาวบ้านในเชิงสร้างสรรค์นั้นทำยังไงครับ เช่น ถ้าคุณเต้นท่าง่าย ๆ ที่ชาวบ้านเต้นได้
มันก็ไม่เท่ใช่มั้ยคับ หรือว่ามีใครเต้นท่าประหลาด ๆ ยาก ๆ มา ผมก็จะรู้ทันทีหรือบางทีท่ายาก แต่มันเสี่ยว ก็ไม่ไหวครับ สิ่งพวกนี้ผมเอา มาใส่ในงานที่ทำอยู่ทุกวันได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น motion หรือการหา idea แปลก ๆหรือวิธีการ ทำให้เหนือกว่าคู่แข่งทั้งด้าน creatavieและ production และส่งผลกระทบให้ผมชอบ K-Popอย่างสาวน้อย BoAและลามไปถึงสาวน้อย Im Soo Jungขวัญใจตลอดกาลด้วยครับ
5.สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตผมอีกครั้ง คือ การ์ตูน เรือ่ง สามก๊ก กับ vagabond ครับ อย่างเรือ่ง vagabond นั้น
ทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้นในแง่ของการบูรณาการครับ เพราะเมื่อก่อนผมจะสับสนมาก ไม่รู้จะเลือกทางไหนดี แต่อ่านเรือ่งนี้ (รวมถึงศึกษาประวัติของมุซาชิ จากหนังสือ เพิ่มเติม) ทำให้ผมรู้ว่าการเรียนรู้แบบบูรณาการนั้นดีอย่างไรครับ ส่วนเรื่องสามก๊กนั้นสอนในเรื่องการวางกลยุทธ์ ทักษะการพูด (ผมเพิ่งเข้าใจว่าการพูดนั้นเปลี่ยนได้ทุกอย่างครับ ถ้าพูดให้เป็น) มุซาชิก็สอนเรื่องกลยุทธ์เช่นกัน ผมอ่านเล่มใหญ่ ๆ ของสามก๊กไม่จบครับ อ่านแค่ของยาขอบ ฉบับเล่าปี่ กับจิวยี่ ผมความจำไม่ดี อ่านไปก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้หรอกครับ แต่มันช่วยขยายขอบเขตและมุมมองในหลาย ๆ ด้านให้กับผม แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ
ยาวดีมั้ยคับนี่ จบแล้วคับ
ปล. ผมขอ tag ต่อไปที่ http://imyself.exteen.com/กับ http://adverblog.exteen.com/, http://www.pingbook.com/diary/แล้วก็ http://www.bangkok2.com/blog/pla_journey/ ละกันครับ ผมรู้จักอยู่ไม่กี่คนเองอ่ะ
วันนี้ผมไม่ค่อยจะสบาย เพราะปวดตา แล้วก็ไม่มีกระจิตกระใจทำงาน ก็เลยขอลาหยุดอยู่บ้าน
จริง ๆ ต้นปีก็หยุดยาวไปหลายวันมาก ๆ แล้วยังมาหยุดวันนี้อีก ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจว่าทำไม
ต้องหยุด
พอมีเวลาว่าง ผมก็เลยถือโอกาสไปดูหนัง final score ซะเลย ดู idea ในการทำแล้วน่าสนับสนุนดี
ดูแล้วหนังก็ให้แง่คิดอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่ผมไม่ขอพูดอะไรละกัน เอาเป็นว่าหนังทำได้ดีเลยทีเดียว
น่าจะลองไปดูกัน
ดูหนังเสร็จแล้วผมได้แต่นึกถึงสมัยมัธยม ชีวิตสมัยเอนท์ของผมเป็นชีวิตที่ไม่ได้หวือหวาอะไรมาก
ผมคิดแต่เพียงว่าอยากเอนท์ให้ติด เพราะไม่อยากเรียนบางวิชาที่ไม่ชอบ เช่น เลข และ ฟิสิกส์
ที่ผมไม่ชอบเพราะผมไม่รู้ว่ามันเรียนไปเพื่ออะไร ทั้ง ๆ ที่สองวิชานี้ จำเป็นกับผมมากสำหรับการงานของผมถ้าผมได้รู้เรื่องนี้ซักนิด ผมคงตั้งหน้าตั้งตาเรียนสองวิชานี้เป็นแน่ (เพราะผมทำสำเร็จมาแล้วกับวิชาภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ผมคิดว่าเรียนสองวิชานี้เพื่อการสื่อสาร)ผมคิดว่าเด็กวัยรุ่นไม่มีทางรู้แน่ชัดหรอกว่า สิ่งที่ตัวเองต้องการนั้นมีอยู่หรือเปล่า หรือถ้ามีแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นอยางงั้นจริงหรือเปล่า ผมคิดว่า ผู้ใหญ่ต่างหากที่รู้ เพราะผู้ใหญ่นั้นผ่านโลกมายาวนานกว่า และมีประสบการณ์มากกว่า ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนช่วยหาพรสวรรค์และสิ่งที่เค้าชอบของเด็กคนนั้น ออกมาให้ได้ ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่จำเป็นที่ผู้ใหญ่ต้องทำ แต่เนื่องด้วยหน้าที่การงานและเวลาที่สมัยนี้ หาเวลากันยากเหลือเกิน เพราะเราต้องก้มหน้าก้มตาทำงานงก ๆ เวลาที่มีให้ครอบครัวก็ลดน้อยลงไปทุกที
ย้อนกลับไปชีวิตมัธยมอีกครั้ง ผมจำได้ว่า ผมโดนเพื่อน ๆ แกล้ง ได้เป็นหัวหน้าชั้น หน้าที่ของหัวหน้าชั้นคือ บอกนักรียนทำความเคารพ ถือของให้อาจารย์ แจ้งข่าวให้เพื่อน ๆ ทราบ จริง ๆ เหมือนกลายเป็นเบ๊ดี ๆ คนนึงนี่เอง แต่ทำไงได้ ต้องทำใจ และผมมักจะกระจายงานไปให้รองหัวหน้าบ่อย ๆ (555) ชีวิตม.ปลาย ถึงจะเครียดกับการเอ็นท์ แต่ก็สนุกมากห้องผมมักจะโดดเรียนกันไปเล่นบาสเสมอ ๆ บางวิชา ผู้ชายจะหายไปเกือบหมดห้อง เพราะไปแบ่งข้างเล่นบาสกันด้านล่างเรียกได้ว่าเป็นกีฬายอดฮิตของพวกเราเลยก็ว่าได้ ผมเล่นบาสไม่ได้เก่งมาก แต่ก็ชอบเล่นกับเพื่อน ๆ
หลังจากผมเอ็นท์ติด ผมเลือกเอ็นท์คณะที่ผมตัดสินใจเอง และคิดว่าเหมาะกับตัวผมมากที่สุด พอเข้ามาเรียนกลับไม่ชอบซะทีเดียว คือเรียนได้ แต่ก็ยังไม่โดนใจเรา แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราทำได้ และพอจะทำได้ดีเท่า ๆ กับเพือ่น ๆ ก็เรียนมาจนจบได้ ความคิดตอนเรียนมหาลัยก็คือ อยากเรียนให้มันจบ ๆ จะได้ไปทำอย่างอื่นซักที มันเป็นความคิดเดียวกับตอนเอ็นท์เลยครับ
พอผมมาทำงาน ทำไปซักพัก ผมก็เบื่อ ผมก็เลยออกมาทำ freelance ช่วงทำงานก็คิดคล้าย ๆ กัน คืออยากลองมาทำอย่างอื่นดูบ้าง พอเป็น freelance ซักพัก ก็ไปทำงานบริษัท(ของตัวเอง) อีก มันเป้นความคิดเดิม ๆ แต่เปลี่ยน context ใหม่ไปเรื่อย ๆ เหมือนกับเราว่ายอยู่ในทะเลเลยน่ะคับ เราไม่รู้ว่าทะเลกว้างแค่ไหน เราแค่ลอง ๆ ว่ายไป เราไม่ชอบ เราก็ไปว่ายทะเลที่อื่นต่อ ไปติดแหงกกับที่นั้น ๆ อีก เหมือนกับใจเราอยากจะหนีจากปัจจุบันไปเรื่อยๆ ทำให้เราไม่มีความสุขกับปัจจุบันเลยครับ
ช่วงนี้ผมเลยพยายามคิดว่า เราควรทำตรงนี้ให้เรามีความสุข เพราะเราหนีจากตรงนี้ไป เราก็ไปติดแหงกที่อื่นอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน เราก็ควรมีใจที่เบิกบาน มีความสุขตามอัตภาพของเรา ไม่ต้องดิ้นทุรนทุรายอีกต่อไป
จากเรื่อง final score มาจบด้วยเรือ่งนี้ได้ไงคับนี่ เอิก ๆ